| ค่าสิเข้ม ค่าสิเทา ค่าสิปรกติ

"กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทย"

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 (พ.ร.บ. กฟผ.) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2512 โดยรวมหน่วยงานด้านการผลิตและส่งพลังงานไฟฟ้า 3 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้ายันฮี การลิกไนท์ และการไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าเป็นหน่วยงานเดียวกัน มีอำนาจหน้าที่จัดหาพลังงานไฟฟ้าให้แก่ประชาชน โดยการผลิต จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งประเทศใกล้เคียงตลอดจนดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้านพลังงานไฟฟ้า ผลิต และขายลิกไนต์ ปัจจุบัน กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงพลังงาน โดยมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือเรคกูเลเตอร์ทำหน้าที่ กำกับดูแล กำหนดกฎเกณฑ์ รวมทั้งกำหนดราคาค่าไฟฟ้าเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค และผู้ผลิต ครอบคลุมไปถึงการดูแลความมั่นคงในระบบไฟฟ้า

ผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าหลักของประเทศ

โครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศไทยเป็นรูปแบบที่กำหนดให้ กฟผ. เป็นผู้ผลิต ส่งไฟฟ้า และ เป็นผู้ซื้อไฟฟ้าแต่เพียงรายเดียว รวมทั้งเป็นผู้ดูแลศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (System Operator) ในการสั่งเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า หรือที่เรียกว่าระบบ Enhanced Single Buyer (ESB)

กำลังผลิตในระบบและประเภทของโรงไฟฟ้า

ปัจจุบัน กฟผ. มีกำลังผลิตติดตั้งประมาณร้อยละ 40 ของระบบ ส่วนที่เหลือเป็นกำลังผลิตจากผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอกชนในประเทศ และรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

โรงไฟฟ้าของ กฟผ. แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โรงไฟฟ้าพลังความร้อน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน และโรงไฟฟ้าดีเซล รวมทั้งสิ้น 46 แห่งโดยมีแหล่งผลิตไฟฟ้าใหญ่ๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศมีกำลังผลิตรวม 16,071.13 เมกะวัตต์

การใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

ปัจจุบันระบบผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. และโรงไฟฟ้าเอกชน ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักถึงร้อยละ 66.00 ถ่านหินร้อยละ 18.58 ซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศร้อยละ 10.49 พลังน้ำร้อยละ 1.76 พลังงานทดแทนร้อยละ 2.60 น้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลร้อยละ 0.57

ระบบส่งไฟฟ้า

เครือข่ายระบบส่งไฟฟ้าของ กฟผ. มีสายส่งไฟฟ้ารวมความยาวทั้งสิ้น 33,290.103 วงจร-กิโลเมตร สถานีไฟฟ้าแรงสูงรวม 218 สถานี

บริษัทในเครือ

ภายใต้ พ.ร.บ. กฟผ. เปิดโอกาสให้ กฟผ. สามารถดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้านพลังงานไฟฟ้า และงานอื่นๆ ที่ส่งเสริมกิจการ ซึ่ง กฟผ. ได้นำทรัพยากร องค์ความรู้ ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของบุคลากรมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมอบหมายให้บริษัทในเครือพิจารณาลงทุนด้านพลังงานที่มีผลตอบแทนคุ้มค่า ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นับเป็นอีกแนวทางหนึ่งเพื่อสนับสนุนให้องค์การสามารถเติบโตได้ในระดับสากล

กฟผ. ได้ลงทุนในธุรกิจด้านการผลิตไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่องรวม 5 บริษัท ได้แก่

  • บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท ผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น จำกัด
  • บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
  • บริษัท อีแกท ไดมอนด์ เซอร์วิส จำกัด

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าในอนาคต

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) เป็นแผนแม่บทในการผลิตไฟฟ้าของประเทศว่าด้วยการจัดหาพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว 15-20 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงและความเพียงพอของกำลังการผลิตไฟฟ้า โดยคำนึงถึงนโยบายพลังงานของประเทศและปัจจัยต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อาทิ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การกระจายการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่เหมาะสม การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การอนุรักษ์พลังงาน และโนบายด้านการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าจะมีการทบทวนเป็นระยะๆ หรือทุก 1-2 ปี เพื่อพิจารณาปัจจัย ต่างๆ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากสมมุติฐานเดิมหรือไม่ เพื่อจัดทำฉบับใหม่หรือฉบับปรับปรุง

สำหรับการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2015) กระทรวงพลังงานได้จัดการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภาคส่วนต่างๆ พร้อมทั้งนำปัจจัยที่เกี่ยวข้องมาร่วมพิจารณา ได้แก่ ความต้องการไฟฟ้าในอนาคต การทดแทนโรงไฟฟ้าเก่า ประสิทธิภาพและความมั่นคงในระบบไฟฟ้า การกำหนดสัดส่วนและทางเลือกเชื้อเพลิงที่เหมาะสม รวมทั้งการใช้พลังงานหมุนเวียนและการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าที่ใช้ในปัจจุบัน คือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 หรือแผน PDP 2015 โดยแผนให้ความสำคัญใน 3 ประเด็น ดังนี

1.ด้านความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ต้องตอบสนองปริมาณความต้องการไฟฟ้าเพื่อ รองรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้มีความเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงการพึ่งพิงเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่ง

2.ด้านเศรษฐกิจ (Economy) ต้องคานึงถึงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสม และไม่เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว และคํานึงถึงประสิทธิภาพ การวางแผนการพัฒนากาลังผลิตไฟฟ้า จะต้องคำนึงถึงการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพในภาคเศรษฐกิจ ต่างๆ เพื่อชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าและการลดการนําเข้าพลังงานจากต่างประเทศการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ จำเป็นต้องมีการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงให้มีความเหมาะสม โดยจะลดปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติลง ขณะเดียวกัน เพิ่มสัดส่วนการใช้ถ่านหิน เพื่อทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับต่ำ และใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น

3.ด้านสิ่งแวดล้อม (Ecology) ต้องลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะมีเป้าหมายในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าในปลายแผนได้การสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ จำเป็นต้องมีการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงให้มีความเหมาะสม โดยจะลดปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติลง ขณะเดียวกัน เพิ่มสัดส่วนการใช้ถ่านหิน เพื่อทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับต่ำ และใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น

การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน

แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน กฟผ. ตามแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP2015)

กฟผ. ได้จัดทำแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน พ.ศ. 2559-2579 เพื่อวางแผนผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP2015 รวมทั้งแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 (Alternative Energy Development Plan: AEDP2015) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน โดยตั้งเป้าหมายใช้พลังงานทดแทนในการผลิตไฟฟ้าให้ได้ร้อยละ 17.79 ภายใน พ.ศ. 2579 ตามแผน AEDP2015

นอกจากนี้ ยังมีการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กมาก (VSPP) ที่ใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นเชื้อเพลิง อาทิ ก๊าซชีวภาพ ชีวมวล ขยะวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ เพื่อชดเชยและสร้างแรงจูงใจเนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีต้นทุนสูงกว่าการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงหลัก

โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน กฟผ.

ปัจจุบัน กฟผ. ไม่เพียงแต่พัฒนาโรงไฟฟ้าหลักที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ตามพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทยที่มีศํกยภาพในการผลิตไฟฟ้า สำหรับโรงไฟฟ้าพลังานแสงอาทิตย์ กฟผ. มีทั้งหมด 7 แห่ง ได้แก่

  • โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ทับสะแก จ. ประจวบคีรีขันธ์ กำลังผลิต 5 เมกะวัตต์
  • โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์เขื่อนสิรินธร จ. อุบลราชธานี กำลังผลิต 1.012 เมกะวัตต์
  • โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ผาบ่อง จ. แม่ฮ่องสอน กำลังผลิต 0.5 เมกะวัตต์
  • สถานีพลังงานแสงอาทิตย์คลองช่องกล่ำ จ. สระแก้ว กำลังผลิต 0.0195 เมกะวัตต์
  • สถานีพลังงานแสงอาทิตย์สันกำแพง จ. เชียงใหม่ กำลังผลิต 0.014 เมกะวัตต์
  • เซลล์แสงอาทิตย์แหลมพรมเทพ จ. ภูเก็ต กำลังผลิต 0.008 เมกะวัตต์
  • เซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ เขื่อนศรีนครินทร์ จ. กาญจนบุรี กำลังผลิต 0.03024 เมกะวัตต์

สำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานลม กฟผ. ก็กำลังพัฒนาอย่างจริงจัง โดยปัจจุบัน กฟผ. มีกังหันลมผลิตไฟฟ้า 2 แห่ง ได้แก่

  • กังหันลมแหลมพรหมเทพ จ. ภูเก็ต กำลังผลิต 0.19235 เมกะวัตต์
  • กังหันลมลำตะคอง จ. ประจวบคีรีขันธ์ กำลังผลิต 2.50 เมกะวัตต์

ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังมีโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลมลำตะคอง ระยะที่ 2 รวมกำลังการผลิต 24 เมกะวัตต์ โดยโครงการดังกล่าวจะใช้กับ Wind Hydrogen Hybrid System ควบคู่กับเซลล์เชื้อเพลิง ซึ่งไทยจะเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ใช้เทคโนโลยีนี้ในการเก็บ และผลิตไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยกักเก็บไฟฟ้า และจ่ายไฟฟ้าอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น

รักษาสิ่งแวดล้อม

หน้าที่สำคัญควบคู่กับการดำเนินงานตามภารกิจหลักของ กฟผ. คือการอนุรักษ์พลังงานและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ภายใต้นโยบายสิ่งแวดล้อมกฟผ. ดังนี้

  • ให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบมาตรฐานและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด
  • เลือกใช้เทคโนโลยีที่สะอาดในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าเพื่อให้โรงไฟฟ้าของ กฟผ.สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • สนับสนุนให้ทุกโรงไฟฟ้าจัดทำระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากลและรักษาระบบอย่างต่อเนื่อง
  • ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านการจัดการใช้ไฟฟ้า (Demand Side Management - DSM) และโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism - CDM) เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน
  • เสริมสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งภายในองค์การและสังคมโดยรวม
  • ประกาศนโยบายสิ่งแวดล้อมไปสู่พนักงานทั้งหมดของ กฟผ. และผู้เกี่ยวข้องให้นำไปปฏิบัติและเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพื่อดำเนินการตามแนวนโยบายสิ่งแวดล้อมขององค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

ผู้นำด้านการอนุรักษ์พลังงาน

กฟผ. มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์พลังงาน ที่เน้นการสร้างประสิทธิภาพและแรงจูงใจในการลดใช้พลังงาน โดยได้ดำเนินการด้านการจัดการใช้ไฟฟ้า (Demand Side Management - DSM) มาตั้งแต่ พ.ศ. 2536 จนถึงปัจจุบัน สามารถลดความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศลดลงได้กว่า 3,000 เมกะวัตต์ ประหยัดพลังงานไฟฟ้าสูงสุดได้ 19,000 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่บรรยากาศได้ถึง 11 ล้านตัน จากกิจกรรมสำคัญ ได้แก่

โครงการฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5

ส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงจากผลิตภัณฑ์ติดฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการติดฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงปัจจุบันรวม 21 ผลิตภัณฑ์

โครงการหลอดผอมเบอร์ 5

รณรงค์ส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆ เปลี่ยนมาใช้หลอดผอมเบอร์ 5 ตั้งแต่ พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบัน มากกว่า 13 ล้านหลอด

โครงการส่งเสริมการใช้อุปกรณ์แสงสว่าง LED

กฟผ. ดำเนินการโครงการนำร่องเปลี่ยนโคมไฟถนนภายในเขต เขื่อน โรงไฟฟ้าของกฟผ. จำนวน 8 แห่ง จากการศึกษาพบว่าหลอดไฟ LED สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณร้อยละ 60-70

โครงการห้องเรียนสีเขียว

มุ่งส่งเสริมทัศนคติ ปลูกฝังจิตสำนึกต่อการใช้พลังงานอย่างประหยัดผ่านเยาวชนอย่างต่อเนื่องจำนวน 414 โรงเรียน และได้มีการต่อยอดขยายผลสู่โครงการต่างๆ ได้แก่

  • โรงเรียนสีเขียว 131 โรงเรียน
  • โรงเรียนคาร์บอนต่ำลดการใช้พลังงานไฟฟ้า จำนวน 213 โรงเรียน
  • โรงเรียนคาร์บอนต่ำสู่ชุมชน (ลดการใช้พลังงานที่บ้านนักเรียน) จำนวน 57 โรงเรียน
  • ชุมชนประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ณ ชุมชนบ้านปวงสนุก จังหวัดเชียงใหม่

รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ณ จังหวัดกระบี่เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้อีกด้วย

จากการดำเนินการอย่างต่อเนื่องสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 3.5 ล้านหน่วยลดค่าใช้จ่ายกว่า 25 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 2,250 ตัน

ร่วมลดโลกร้อน

กฟผ. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการดำเนินกิจกรรมเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงได้ดำเนินกิจกรรมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และพัฒนาโครงการต่างๆ ของ กฟผ. ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น จัดทำโครงการอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

นอกจากนี้ กฟผ. ได้เข้าร่วมการประชุมภาคี อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน - 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ทั้งนี้ ประเทศไทยได้แสดงเจตจำนงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 20-25 ภายใน พ.ศ. 2573 ซึ่ง กฟผ. ได้ร่วมเจตจำนงและขอเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้โลกนี้เย็นลง โดยในระยะแรก (พ.ศ. 2558-2563) กฟผ. จะดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านกลไกการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ (Nationally Appropriate Mitiga- tion Actions - NAMAs) ผ่าน 4 มาตรการ ได้แก่

1. พัฒนาโรงไฟฟ้าทดแทนตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2015) กฟผ. ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่สะอาด และมีประสิทธิภาพสูงในการปรับปรุงและพัฒนาโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมการปล่อยมลภาวะเช่น การใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแรงดันสูง แบบ Ultra-Supercritical ที่สามารถลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าเทคโนโลยีเดิมไม่น้อยกว่าร้อยละ 15-20
2. ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน กฟผ. ตั้งเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 17 ภายในปี พ.ศ. 2579 โดยการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนทุกรูปแบบ เช่น เชื้อเพลิงชีวมวล พืชพลังงาน แสงอาทิตย์ ลม พลังงานน้ำอาทิ การปรับปรุงอุปกรณ์โรงไฟฟ้ากระบี่ให้สามารถผลิตไฟฟ้าร่วมกับน้ำมันเตาได้ โครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์โรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ฯลฯ
3. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานภายใต้แผนบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าระยะกลาง เช่นโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าแม่เมาะหน่วยที่ 10-11 จังหวัดลำปาง
4. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายใต้การดำเนินงานของ กฟผ. ผ่านการดำเนินงานด้านนโยบายการอนุรักษ์พลังงานภายในองค์การที่จะรณรงค์และส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ลดการใช้พลังงานและใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด

รับผิดชอบชุมชนและสังคม

กฟผ. ตระหนักอยู่เสมอว่า สังคม ชุมชน และประชาชน คือ ศูนย์กลางของการพัฒนาความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศ จึงดำเนินกิจการด้วยความรับผิดชอบเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม จึงเป็นประจำทุกๆ ปีที่ กฟผ. ได้จัดกิจกรรมเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

  • โครงการแว่นแก้วเฉลิมพระเกียรติ
  • โครงการปลูกป่า กฟผ.
  • โครงการรับบริจาคเลือด 890000 ซีซี ทดแทนพระคุณพ่อ
  • โครงการ "คน กฟผ. ซื้อข้าว 9 กิโล ช่วยชาวนาไทย"

นอกจากนี้ กฟผ. ยังให้การสนับสนุนด้านการกีฬา ซึ่งกีฬาแต่ละประเภทที่ กฟผ. สนับสนุน ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ และสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย ได้แก่ เปตอง ยกน้ำหนัก เรือพาย และเซปักตระกร้อ

ในการพัฒนากิจการไฟฟ้าของประเทศ กฟผ. ได้นำปัจจัยและข้อจำกัดต่างๆ มาบูรณาการเพื่อสร้างความสมดุลในทุกมิติ ทั้งการวางแผนกำลังผลิตไฟฟ้า การเลือกใช้เทคโนโลยีการผลิตกระบวนการการมีส่วนร่วม ตลอดจนการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ด้วยเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังที่สร้างความสุขให้แก่ทุกชีวิตไทย ทั้งในวันนี้ และวันหน้า

“กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทย”

 

ref : http://www.egat.co.th/images/information/pubdocs/2560/EGAToverview-th.pdf

จัดทำโดย : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย